untitled

posted on 09 May 2015 15:59 by metta in Hopeful directory Knowledge, Diary

๐   “ความพอ” เป็นเรื่องของใจ
ความคิดอย่างหนึ่ง  ที่สมควรฝึกให้เกิดขึ้นเป็นประจำ  คือ ความคิดว่า “พอ”  คิดให้ “รู้จักพอ”
ผู้รู้จักพอจะเป็นผู้ที่มีความสบายใจ  ส่วนผู้ไม่รู้จักพอจะเป็นผู้ร้อนเร่า  แสวงหาไม่หยุดยั้ง  ความไม่รู้จักพอมีอยู่ได้แม้ในผู้เป็นใหญ่เป็นโต  มั่งมีมหาศาล  และความรู้จักพอก็มีได้แม้ในผู้ที่ยากจนต่ำต้อย  ทั้งนี้เพราะความพอเป็นเริ่องของใจที่ไม่เกี่ยวกับฐานะภายนอก  คนรวยที่ไม่รู้จักพอ  ก็เป็นคนจนอยู่ตลอดเวลา คนที่รู้จักพอ ก็เป็นคนมั่งมีอยู่ตลอดเวลา

๐   การยกระดับใจให้มั่งมีนั้นทำได้ทุกคน
การยกฐานะจากยากจนให้มั่งมีนั้น  ทำได้ไม่ง่าย  บางคนตลอดชาตินี้อาจทำไม่สำเร็จ  แต่การยกระดับใจให้มั่งมีนั้น  ทำได้ทุกคน  แม้มีความมุ่งมั่นจะทำจริง
คนรู้จักพอไม่ใช่คนเกียจคร้าน  และคนเกียจคร้านก็ไม่ใช่คนรู้จักพอ  ควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ถูกต้อง แล้วอบรมตนเองให้ไม่เป็นคนเกียจคร้าน  แต่ให้เป็นคนรู้จักพอเมื่อรู้สึกไม่สบายใจ  ให้รีบระงับเสียทันที  อย่าชักช้า  ตั้งสติให้ได้ในทันที  รวมใจให้ความคิดวุ่นวายไปสู่เรื่องอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ความไม่สบายใจ  อย่าอ้อยอิ่งลังเลว่าควรจะต้องคิดอย่างนั้นก่อน  ควรจะต้องคิดอย่างนี้ก่อน  ทั้งๆที่ความไม่สบายใจหรือความร้อนเริ่มกรุ่นขึ้นในใจแล้ว
ถ้าต้องการความสบายใจ  ก็ต้องเชื่อว่าไม่มีความคิดใดทั้งสิ้นที่จำเป็นต้องคิดก่อนทำใจให้รวมอยู่  ไม่ให้วุ่นวายไปในความคิดใดๆ ทั้งนั้น  ต้องเชื่อว่าต้องรวมใจไว้ให้ได้  ในจุดที่ไม่มีเรื่องอันเป็นเหตุแห่งความร้อนเกี่ยวข้อง

๐   การจะทำให้ความยากลำบากคลี่คลาย ต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นแล้วเท่านั้น
ที่ท่านสอนให้ท่องพุทโธก็ตาม  ให้ดูลมหายใจเข้าออกก็ตามนั่นคือการสอนเพื่อให้ใจไม่วุ่นวายซัดส่ายไปหาเรื่องร้อน  เป็นวิธีที่จะให้ผลแท้จริงแน่นอน
ไม่ว่าจะเผชิญกับความลำบากกายใจอย่างใดทั้งสิ้น ให้มั่นใจว่าการจะทำให้ความยากลำบากนั้นคลี่คลาย จะต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นแล้วเท่านั้นใจที่เร่าร้อน  ขุ่นมัว  ไม่อาจคิดนึกตรึกตรองให้เห็นความปลอดโปร่งได้  ไม่อาจช่วยให้ร้ายกลายเป็นดีได้

๐   ใจที่สงบ  เยือกเย็น  มีสติปัญญาเข้มแข็งมาก
อย่าคิดว่าเป็นความงมงาย  เป็นการเสียเวลา  ที่จะปฏิบัติสิ่งที่เรียกกันว่า “ธรรม” ในขณะที่กำลังมีปัญหาประจำวันวุ่นวายขอให้เชื่อว่า  ยิ่งมีปัญหาชีวิตมากมายหนักหนาเพียงไร  ยิ่งจำเป็นต้องทำจิตใจให้สงบเยือกเย็นเพียงนั้น
พยายามฝืนใจไม่นึกถึงปัญหายุ่งยากทั้งหลายเสียชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย  เพื่อเตรียมกำลังไว้ต่อสู้แก้ไข  กำลังนั้นคืออำนาจที่เข้มแข็งบริบูรณ์ด้วยปัญญาของใจที่สงบ
ใจที่สงบ มีพลังเข้มแข็ง  และเข้มแข็งทั้งสติปัญญา  ใจที่สงบจะทำให้มีสติปัญญามากและแจ้มใส  ไม่ขุ่นมัว
ความแจ่มใสนี้เปรียบเหมือนแสงสว่าง  ที่สามารถส่องให้เห็นความควรไม่ควร  คือควรปฏิบัติอย่างไร  ไม่ควรปฏิบัติอย่างไรใจที่สงบก็จะรู้ชัดถูกต้อง  ตรงกันข้ามกับใจที่วุ่นวายไม่แจ่มใสซึ่งเปรียบเหมือนความมืด  ย่อมไม่สามารถช่วยให้เห็นความถูกต้อง ความควรไม่ควรได้  มีแต่จะพาให้ผิดพลาดเท่านั้น

๐   หมั่นพิจารณาให้เห็นโทษของความโลภ
ความโลภ ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้เลย  วัตถุสิ่งของเงินทองทั้งหลายที่ได้จากความโลภนั้น ดูเผินๆ เหมือนเป็นการยกฐานะ เพิ่มความมั่นคง แต่ลึกลงไปเป็นการทำลายมากกว่า
สิ่งที่ได้รับจากความโลภ  มักจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควร มักจะเป็นการได้จากความต้องการเสียของผู้อื่น  ผู้อื่นทั้งหลายที่ต้องเสียนั่นแหละจะเป็นเหตุทำลาย  ความไม่ไว้วางใจของคนทั้งหลายจะเป็นเครื่องทำลายอย่างยิ่ง  จะเป็นเหตุให้อะไรร้ายๆตามมาเมื่อถึงเวลา  อะไรร้ายๆนั้นก็จะทำลายผู้มีความโลภจนเกินการเมื่อเวลานั้นมาถึงก็จะสายเกินไป  จนไม่มีผู้ใดจะช่วยได้  ฉะนั้นก็ควรหมั่นพิจารณาให้เห็นโทษของกิเลสคือความโลภเสียตั้งแต่ยังไม่สายเกินไป

๐   นับถือพระพุทธเจ้า  ต้องนับถือให้ถึงใจ
ถ้าความโลภเป็นความดี  พระพุทธเจ้าก็จักไม่ทรงสอนให้ละความโลภ  และพระองศืเองก็จะไม่ทรงพากเพียรปฏิบัติละความโลภ จนเป็นที่ปรากฏประจักษ์ว่าทรงละความโลภได้อย่างหมดจนสิ้นเชิง เป็นแบบอย่างที่บริสุทธิ์  สูงส่ง ยั่งยืนอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้  แม้ว่าจะได้ทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี
เราเป็นพุทธศาสนิก  นับถือพระพุทธเจ้า  อย่าให้สักแต่ว่านับถือเพียงที่ปาก  ต้องนับถือให้ถึงใจ  การนับถือให้ถึงใจนั้นต้องหมายความว่า ทรงสอนให้ปฏิบัติอย่างไร  ต้องตั้งใจทำตามให้เต็มสติปัญญาความสามารถ
ที่สวดกันว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ  ข้ามเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ  ข้ามเจ้าถึงพระธรรมเจ้าเป็นที่พึ่ง
สังฆัง  สรณัง  คัจฉามิ  ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
หมายถึง จะปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า พระธรรม  และพระสงฆ์ อย่างจริงจัง

๐   เมื่อมีพระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์  เป็นที่พึ่งและปฏิบัติตาม  จะได้รับความสุขสวัสดีอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้สวดมนต์เพื่อขอร้องวิงวอน  ให้ทรงบันดาลให้เกิดความสุขสวัสดีโดยเจ้าตัวเองไม่ปฏิบัติดีความหมายในบทสวดมีอยู่บริบูรณ์  ที่ผู้สวดจะได้รับผลเป็นความสุขความเจริญรุ่งเรืองถ้าปฏิบัติตาม  แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามความหมายของบทสวดมนต์  หรือเช่นไม่ปฏิบัติตามที่สวดว่าข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  ก็จะไม่ได้รับผลอันเลิศที่ควรได้รับเลย  ฉะนั้นจึงควรปฏิบัติให้ได้ถึงพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  คือปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ  ปฏิบัติตามพระธรรมที่ทรงสั่งสอน  และปฏิบัติตามพระสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติเป็นแบบอย่างไว้เกิด จะได้รับความสุขสวัสดีอย่างยิ่งตลอดไป  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

๐   ความเห็นถูกไม่ตลอด  ทำให้เกิดกิเลส
“ไม่มีผู้ใดเลยที่เห็นว่า  ความโลภ  ความโกรธ ความหลง เป็นความดี”  
ทุกคนเห็นว่าไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น  นับว่าเป็นความเห็นถูก  แต่เพราะเห็นถูกไม่ตลอด  จึงเกิดปัญหาในเรื่องกิเลสสามกองนี้ขึ้น
ที่ว่าเห็นถูกไม่ตลอดก็คือ  แทบทุกคนไปเห็นว่าคนอื่นโลภโกรธหลงไม่ดี  แต่ไม่เห็นด้วยว่าตนเองโลภโกรธหลงก็ไม่ดีเช่นกัน กลับเห็นผิดไปเสียว่าความโลภโกรธหลงที่เกิดขึ้นในใจตนนั้น  ไม่มีอะไรไม่ดี  นี่คือความเห็นถูกไม่ตลอด  ไปยกเว้นที่ว่าดีที่ตนเองเมื่อเห็นผู้อื่นที่ไม่โลภโกรธหลงน่ารังเกียจเพียงใด ให้เห็นว่าตนเองที่มีความโลภโกรธหลงนั้นน่ารังเกียจยิ่งกว่า  แล้วพยายามทำตนให้พ้นจากความน่ารังเกียจนั้นให้เต็มสติปัญญาความสามารถจะเรียกได้ว่าผู้มีปัญญา  ไม่ปล่อยตนให้ตกอยู่ใต้ความสกปรกของความโลภโกรธหลง


๐   เมื่อเห็นคนโลภ  คนโกรธ  คนหลง  นับเป็นโอกาสอันงาม  ที่จะนำมาพิจารณาตนเอง
โอกาสที่จะได้เห็นคนโลภคนโกรธคนหลงมีอยู่ทุกเวลานาที  เรียกได้ว่าโอกาสที่จะดูตนเองให้เห็นโทษเห็นผิดของตนเองนั้น  มีอยู่มากมายทุกเวลานาทีเช่นเดียวกัน  สำคัญที่ว่าจะต้องไม่ละเลยปล่อยโอกาสอันงามนั้นให้พ้นไป  อย่าลืมนึกถึงตนเองด้วยทุกครั้งไปที่พบเห็นคนโลภ  คนโกรธ  คนหลง
การแก้ความวุ่นวายทั้งหลายนั้น  ที่ถูกแท้จะให้ผลจริง  ต้องต่างคนต่างพร้อมใจกันแก้ที่ตัวเองเท่านั้น  พร้อมใจกันและแก้ที่ตัวเองเท่านั้นที่จะให้ผลสำเร็จได้จริง

๐   อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของใจ
ไม่มีอำนาจของบุคคลอื่นใด  ที่จะสามารถบังคับบัญชาให้ใครหันเข้าแก้ไขตนเองได้ นอกจากอำนาจใจของเจ้าตัวเองเท่านั้นที่จะบังคับตัวเอง  จึงจะสามารถนำให้หันเข้าแก้ไขตนเอง
ควรพยายามทำความเชื่อให้แน่นอนมั่นคงสียก่อน  ว่าการแก้ที่ตนเองนั้นสำคัญที่สุด  ต้องกระทำกันทุกคน  ผลดีของส่วนรวมของชาติ  ของโลกจึงจะเกิดขึ้นได้
ทุกคน ขอให้เริ่ทฃมแก้ที่ตัวเองก่อน  แก้ให้ใจวุ่นวายเร่าร้อนด้วยอำนาจของกิเลสมีโลภโกรธหลง  ให้กลับเป็นใจที่สงบเย็นบางเบาจากกิเลสคือโลภโกรธหลง
ที่เคยโลภมาก..ก็ให้ลดลงเสียบ้าง  ที่เคยโกรธแรง..ก็ให้โกรธเบาบางลง  ที่เคยหลงจัด..ก็ให้พยายามให้สติปัญญาให้ถูกตามความจริงให้มากกว่าเดิม  ตนเองจะเป็นผู้สงบเย็นก่อน  ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความสงบเย็นกว้างขวางออกไปได้อย่างไม่ต้องลังเลสงสัย

 

ที่มา http://www.dhammajak.net/book-somdej2/9.html

 

Comment

Comment:

Tweet