พิชิตยอดเขาเอเวอเรส

posted on 02 May 2015 15:49 by metta in Hopeful directory Knowledge, Diary
พิชิตยอดเขาเอเวอเรส

นักปีนเขาศึกษาการปีนเขา ปีนเขาลูกนั้นลูกนี้กันมาแต่ก็มีความปรารถนาลึกๆ อยากจะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสให้ได้ในชีวิต

เขาแต่ละลูกที่ตั้งตระหง่านจนเราเห็นเป็นภูเขา หากเราเดินอ้อมไปรอบๆ ภูเขานั้น ก็จะเห็นเหลี่ยมมุมทางขึ้นที่แตกต่างกัน บ้างเป็นหน้าผาหิน บ้างเป็นป่ารกชัฏ บ้างเป็นทางขึ้นที่สะดวกสบาย แต่ล้วนเป็นทางขึ้นสู่ยอดเขาได้ทั้งสิ้น

นักปีนเขาบ้างอาศัยประสบการณ์เป็นหลัก ศึกษาวิธีการหรือการใช้อุปกรณ์บ้างเท่าที่จำเป็น บ้างก็ศึกษาจากในห้องเรียนถึงวิธีการปีนและการใช้อุปกรณ์ในการปีนเขา จากนั้นก็ทดลองปีนเขาจริงๆ แล้วปรับใช้วิธีการจากในห้องเรียนมาใช้ในการปีนจริง

ทักษะวิธีการทั้งในการปีน การศึกษาเส้นทาง การใช้อุปกรณ์ล้วนสำคัญ แต่เมื่อปีนเขาจริงๆจะพบว่าแม้สิ่งที่ศึกษามาในห้องเรียนก็มีประโยชน์เพื่อเป็นแนวทางและใช้แก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤติได้ก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ในห้องเรียนให้ไม่ได้คือ ความอดทน กำลัง ความอึด ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ความไม่ย่นย่อย่อท้อเมื่อต้องใช้ความพยายามจนเต็มศักยภาพของมนุษย์เพื่อจะฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นไปให้ได้ นั่นเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องสร้างกันขึ้นมาเองจากประสบการณ์

วันนี้การศึกษาวิธีการ เปรียบเสมือนการศึกษาอริยมรรคมีองค์๘ ที่จะบอกว่าผู้ที่ต้องการเดินทางสู่ทางหลุดพ้นต้องทำอะไร เพราะเมื่อเกิดสัมมาทิฏฐิในเบื้องต้นจนเห็นโทษภัยในวัฏฏะสงสารแล้ว ความเพียรจะเกิดขึ้น ความมุ่งมั่นอดทนก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นมากขึ้นโดยลำดับ

เมื่อเริ่มต้นปีนเขาจริงๆ แต่ละคนก็จะมีเส้นทางการปีนขึ้นที่แตกต่างกัน จึงเป็นการยากที่จะนำเอาประสบการณ์การปีนของผู้ที่ปีนผ่านไปแล้วมาลอกตามแบบเป๊ะๆ ว่า เมื่อเดินไปเจอต้นไม้นี้ให้เลี้ยวซ้ายเดินไป 2 ก้าว จนพบหินก้อนนั้นฯลฯ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เราต้องเตรียมไม่ใช่ลอกคำเฉลยจากคนที่เดินไปก่อน แต่กลายเป็นการหัดผูกเชือก เตรียมรองเท้าอุปกรณ์ที่เหมาะสม มีเสบียงพอควร ต่างๆ เหล่านี้ ส่วนการฟังผู้ที่มีประสบการณ์ก็เพื่อนำไปใช้เทียบเคียงในสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันเท่านั้น แต่หลักๆ คือการศึกษาวิธีการเพื่อนำพาตนให้ขึ้นไปให้ถึงยอดให้จงได้ นั่นต้องใช้ความสามารถทั้งหมดที่ตนมี

การเดินทางสู่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ก็เช่นกัน อริยมรรคมีองค์๘ นั้นเป็นหลักการที่เป็นสัมมาทั้ง ๘ ข้อ ที่ผู้ใดทำได้ทั้งหมดอย่างพอดีเหมาะสม ทั้ง ๘ ข้อ จนกลายเป็นปรกติแบบไม่ต้องกลับไปตรวจสอบ สอบทานในข้อใดๆ อีก มีความปรกติจนหมดเจตนาที่จะต้องคอยดูแลมรรคอีก เมื่อนั้นจะพบความอิสระว่างจากตัวตนในที่สุด ผู้นั้นจะได้พบความสงบเย็นแบบที่โลกเบื้องล่างไม่มี เป็นความเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง ไม่มีความบีบคั้นเสียดแทงจากกระแสแห่งโลก

"สารีบุตร ที่มีคำกล่าวว่า โสดาบัน นั้น ในที่นี้ใครเป็น โสดาบัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านผู้ใดประกอบพร้อมแล้วด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ ข้าพระองค์เรียกบุคคลผู้นั้นว่าเป็น พระโสดาบัน ผู้มีชื่ออย่างนี้ๆ มีโคตรอย่างนี้ๆ..." จากนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "ถูกแล้วๆ.." เราอ่านผ่านใจความสำคัญที่สำคัญอย่างยิ่งไปก็คือ ผู้ที่ประกอบพร้อมแล้วด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านบอกว่า ประกอบพร้อมแล้วนะ ไม่ใช่ยังฝึกเจริญอยู่ เพียงแต่ใน พระโสดาบันนั้น สัมมาทิฏฐิยังไม่แจ่มแจ้งเท่านั้นเอง ประกอบพร้อมแล้วคือถึงความเป็นปรกติหมดแล้วไม่ต้องพยายามไม่ต้องประคับประคองอีก แต่ความพยายามหรือประคับประคองในระหว่างการเดินทางนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรนะอย่าสับสน เพราะนั่นกำลังใช้ความเพียรฝืนให้จิตพ้นจากอำนาจฝ่ายต่ำและฝึกฝืนจนพ้นไปเป็นปรกตินั่นล่ะที่เป็น ทางสายกลาง

ศึกษามรรค ปฏิบัติตามมรรคจนพบความสมดุลย์พอดีในมรรคทุกองค์ จนมรรคที่เคยเพียรทำด้วยความตั้งใจกลับสลายหายไปกลายเป็นธรรมดาแห่งชีวิต ไม่มีการถือ ไม่มีการประคอง เป็นความสบายไร้ความเสียดทาน ไม่มี "ใคร" ต้องไปกังวลถึง "ใคร" อีก เดินตามทางในแบบของแต่ละคนเพราะแต่ละคนมีสิ่งที่สั่งสมมาแตกต่างกัน คำว่าทางสายเดียวและทางสายเอก กลับไม่ใช่วิธีการที่เป็นรูปแบบการเดิน รูปแบบการทำ ที่ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้หรือต้องทำแบบคนนั้นคนนี้ แต่ต้องมีปัญญานำมรรคมาใช้ในแต่ละรูปแบบชีวิตของแต่ละคน แล้วจะพบความจริงในแต่ละชั้นของปัญญาเองว่า เราควรจะทำอย่างไร จนไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ในที่สุด เมื่อนั้นยอดเขาเอเวอเรสที่เป็นสุดยอดปรารถนาของนักปีน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาจริงๆ กลับไม่มีอะไรต่างจากพื้นดินแต่ก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะมันไม่ได้ต่างกันที่ดินที่เหยียบ แต่ต่างกันที่ "ผู้เหยียบดิน" ดินมันไม่เคยมีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

-- 
เบียร์ (ชีฟอง)
สวนยินดีทะเล

Comment

Comment:

Tweet