คิดแบบคน "โอ บอง แปง"

posted on 22 Apr 2015 15:07 by metta in Hopeful directory Knowledge, Diary

คิดแบบคน "โอ บอง แปง" "พนักงานคือพระเจ้า"

.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า "นาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี" ประธานกรรมการบริหารบริษัท Mudman Ltd. ที่บริหารสินค้าทั้งหมด 3 แบรนด์ ประกอบด้วยร้านอาหารโอ บอง แปง, ร้านดังกิ้น โดนัท และไอศกรีมบาสกิ้น-ร้อบบิ้นส์ ที่อาจจะมีความแตกต่างในเรื่องของสินค้า สาขา และจำนวนพนักงาน

แต่กระนั้น เมื่อดูเส้นทางเดินของชีวิต และการบริหาร นับแต่ย้ายถิ่นฐานมากับพ่อแม่จากประเทศเลบานอน เพื่อมาพำนักยังประเทศไทย โดยเริ่มต้นเรียนหนังสือที่โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี

จากนั้นจึงไปฝึกงานตามโรงแรมต่าง ๆ 

กล่าวกันว่า ผลจากการฝึกงานนี่เอง ที่ทำให้เขามองเห็นโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากผู้บริหารของโรงแรมที่เชียงใหม่มองเห็นว่าเขาเป็นคนหนุ่มไฟแรง มีความสามารถ จึงได้มอบทุนการศึกษาให้เขาไปเรียนที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา เพื่อเรียนทางด้านการบริหารธุรกิจจัดการโรงแรม

 


หลังจากจบการศึกษา "นาดิม" กลับมาทำงานโรงแรมตามที่ร่ำเรียนมา ต่อจากนั้นเขาจึงเดินเข้าออกโรงแรมหลายแห่งในภาคใต้ จนที่สุด เส้นทางเดินชีวิตพลิกผัน เมื่อเขาก้าวเข้ามาเป็นผู้จัดการร้านสตาร์บัคส์

"นาดิม" ทำงานที่สตาร์บัคส์เพียง 6 ปี เขารู้สึกว่าสตาร์บัคส์เป็นแบรนด์กาแฟระดับโลก จากสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรขนาดใหญ่ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างดีอยู่แล้ว

ไม่มีเขา องค์กรนี้ก็อยู่ได้

ไม่มีเขา ก็เชื่อแน่ว่าผลประกอบการคงยังเจริญเติบโตต่อไป 

แต่สำหรับร้านโอ บอง แปง ของบริษัท เอบีพี คาเฟ่ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งขณะนั้นกำลังประสบปัญหาในการบริหารจัดการธุรกิจ ทั้งยังมีปัญหาเรื่องทุจริตและการบริหารจัดการในเรื่องของบุคลากร

ซึ่งถือเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ

เขาจึงตัดสินใจลาออกมา เพื่ออยากทำ และอยากช่วยเหลือคน ที่สำคัญ หากเขาอยู่ที่สตาร์บัคส์ต่อไป คงจะดำเนินธุรกิจตามนโยบายของบริษัทแม่เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเขาเข้ามาบริหารที่นี่ นอกจากจะได้แก้ไขปัญหาทั้งระบบ

ยังเป็นการท้าทายในสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนด้วย

โดยเฉพาะกับการเข้ามาแก้ปัญหาของบริษัท เอบีพี คาเฟ่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ดูแลแบรนด์โอ บอง แปง

"นาดิม" เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจ และฝ่ายบริหารเดิมอาจมีมุมมองที่ไม่สอดรับกับบริษัท ดังนั้นพอผมเข้ามาในมุมมองใหม่ ทั้งยังมีไอเดียใหม่ ๆ เข้ามา ผมจึงต้องปรับปรุงบริษัท

"โดยเฉพาะเรื่องคน ผมมีความเชื่อว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการบริหารงานคือคน และตอนที่ผมอยู่สตาร์บัคส์ เขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก มากกว่าผลกำไรเสียอีก ผมจึงเชื่อว่า ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องคนได้ กำไรจะมาเอง"

"เพราะฉะนั้นแนวความคิดที่ว่าลูกค้าคือพระเจ้า สมัยนี้ใช้ไม่ได้แล้ว แต่พนักงานต่างหากคือพระเจ้า เราต้องยอมรับว่า ตำแหน่งที่เราเป็นซีอีโอ จะทำทุกอย่างไม่ได้ แต่เราสามารถตั้ง direction หรือ vision ให้กับบริษัทได้ แต่กระนั้น ถ้าเราไม่มีบุคลากรมาช่วย เราก็ทำไม่ได้ ผมจึงต้องมาคิดเรื่องการสร้าง passion"

"เรื่องของ passion จริง ๆ เราทำหลายเรื่อง อย่างตอนนี้ชัดเจนแล้ว เพราะเรามองไปที่อนาคต ปัจจุบันปี 2014 เทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาไปไกลมาก ผมจึงมองว่าพนักงานส่วนหนึ่งไม่จำเป็นต้องทำงานในออฟฟิศแล้ว เราสามารถสื่อสารผ่านแอปพลิเคชั่น โมบายล์ได้หมดแล้ว"

"เหมือนอย่างตอนนี้เราปรับปรุงออฟฟิศ โดยไม่ให้มีโต๊ะ เก้าอี้ แต่มีเลานจ์ มีเพลงฟัง และมี wifi ฟรี เพื่อให้เขาทำงานผ่านโน้ตบุ๊ก และสมาร์ทโฟน ผมมองว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยย่นระยะเวลาการทำงานได้"

ทั้งนั้นเพราะ "นาดิม" ต้องการให้พนักงานทำงานแบบ Open Door Policy ด้วยการยกกำแพงกั้นประตูออก เพื่อไม่มีการกระซิบกระซาบ และไม่มีเรื่องประชุมลับใด ๆ ทั้งสิ้น

มากไปกว่านั้น เขาต้องการให้บรรยากาศการทำงานเป็นไปด้วยความโปร่งใส ต้องเปิดเผยข้อมูลทุกอย่าง 

"การที่เรามี direction และ vision ชัดเจน จึงทำให้พนักงานของเรารู้สึกแฮปปี้ เวลาผมเข้ามาตรวจในร้าน เขาจะดีใจ ไม่ใช่เรามาแล้ว เขากลัว ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าเราล้มเหลว"

นอกจากนั้น "นาดิม" ยังเล่าให้ฟังถึงวิธีคัดเลือกพนักงานเข้ามาทำงาน เนื่องจากธุรกิจนี้มีความท้าทายสูงมาก มีอัตรา turn over สูง โดยเฉพาะพนักงานประจำร้าน

"ที่สำคัญ ธุรกิจแบบนี้คู่แข่งเยอะ และหลายบริษัทไม่มี business ethics ประกอบกับเด็กสมัยนี้คิดแค่ short term thinking แค่ชวนไปทำงานที่ใหม่ เงินเดือนมากกว่านิดหน่อยก็ลาออกแล้ว ผมถึงเชื่อว่า ถ้าคุณสามารถเก็บพนักงานที่ดีไว้สัก 70-80% ถือว่าเก่งมาก แต่ของเรารักษาพนักงานได้ประมาณ 70% ก็ถือว่าโอเค"

"แต่ถ้าระดับผู้จัดการอาจจะรักษาได้ในระดับที่น่าพอใจ แต่ถ้าเป็นน้อง ๆ ที่อยู่ประจำร้าน ทำงาน 6 เดือนก็เบื่อแล้ว เราจึงต้องนำโมเดลนี้มาปรับใช้กับบาสกิ้น-ร้อบบิ้นส์ เริ่มตั้งแต่การปรับทัศนคติกับพวกน้อง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขา รวมไปถึงวิธีการทำงานที่ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ออฟฟิศเพียงอย่างเดียว"

"ที่โอ บอง แปง เรามีข้อบังคับให้พนักงานอยู่ในออฟฟิศ 30% ที่เหลืออีก 70% อยู่ข้างนอก เพราะคุณมีโน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน สามารถทำงานข้างนอกได้อยู่แล้ว ผมอยากให้พวกเขาไปเดินห้าง ไปดูสาขา ไปดูแฟชั่น ดูเทรนด์ เพื่อเขาจะได้มีไอเดียใหม่ ๆ ออกมา เพราะอยู่ออฟฟิศไม่ได้อะไรอยู่แล้ว"

ถึงตรงนี้จึงอดถาม "นาดิม" เกี่ยวกับเรื่องการเทรนนิ่งพนักงานไม่ได้ ซึ่งเขามองว่า...ผมขอตอบในส่วนของโอ บอง แปงนะ พูดง่าย ๆ เรามีสูตรเทรนนิ่งของเราที่มาจากสหรัฐอเมริกาเลย

"แต่ผมอธิบายกับผู้บริหารที่โน่นว่า บางทีสูตรเทรนนิ่งแบบนี้เหมาะสำหรับชาวอเมริกัน แต่ไม่เหมาะกับคนไทย 

เราจึงต้องปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของบ้านเรา เพราะความคิดของคนไทย บางทีถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ก็จะไม่มีทางประสบความสำเร็จ เราจึงต้องปรับปรุงเพื่อให้ตรงกับความต้องการ ทั้งลูกค้าและพนักงาน"

"พูดง่าย ๆ คือเราทำรีเสิร์ชกับลูกค้า และพนักงาน ว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับบริษัท คุณต้องการให้บริษัททำอะไรบ้าง เชื่อไหมคำตอบออกมาไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเลย พวกเขาต้องการสวัสดิการเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้พนักงานมีความสุข เช่น ที่บริษัทมีตู้หยอดเหรียญสำหรับซื้อน้ำอัดลม ซึ่งถูกกว่า 7-11 เสียอีก ซึ่งเรื่องง่าย ๆ แค่นี้ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเราแคร์เขานะ เราพยายามดูแลพวกเขานะ"

แต่กระนั้น "นาดิม" ยอมรับว่า โอ บอง แปงขณะนี้ถือเป็นฮีโร่ของบริษัท ตอนนี้เรามีทั้งหมด 60 สาขาทั่วประเทศ ส่วนดังกิ้น โดนัทมีอยู่ 250 สาขาทั่วประเทศ ขณะที่บาสกิ้น-ร้อบบิ้นส์มีอยู่ 24 สาขา

"แม้ตอนนี้เราจะมีผู้จัดการประจำแบรนด์ แต่เราต้องทำงานแบบโค้ช หรือแบบบัดดี้ เพราะเราต้องสร้างให้เขามั่นใจ และรู้สึกว่าทำงานที่นี่สะดวก แล้วก็สนุก ผมมีความเชื่อว่า ถ้าอะไรคิดว่าถูกต้อง ก็ทำไปเถอะ ผิดค่อยมาคุยกัน แบบนี้จะทำให้พนักงานมีความรู้มากขึ้น เพราะทำให้เขาเรียนรู้จากการทำงานถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้ในสิ่งผิดพลาด"

"เพราะถ้าหากวันหนึ่ง ผมออกจากบริษัทไปแล้ว บริษัทต้องเดินต่อไปได้ ไม่ใช่พอออกไปแล้ว ทุกอย่างเดินต่อไม่ได้ อันนี้ล้มเหลวเลยนะ เพราะสไตล์การทำงานของผม ต้องการกระจายอำนาจ ต้องสอน และต้องเทรนด้วย ถึงจะทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเป้าหมายของผมไม่ต้องการให้ใครเก่งคนเดียว แต่จะต้องทำงานเป็นทีมเวิร์ก"

ทีมเวิร์กที่เชื่อว่าพนักงานทุกคนคือพระเจ้าของเรา

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เป็นเรื่องที่น่าสนใจดีนี่ open-mounthed smile confused smile
ฝากด้วยนร๊า สติ๊กเกอร์ไลน์น่ารักกวนๆ ขอบคุณจร้า
เวอร์ชั่นคำพูดภาษาไทย คลิก >> https://store.line.me/stickershop/product/1083371/en 
เวอร์ชั่นไม่มีคำพูด คลิก >> https://store.line.me/stickershop/product/1083387/en

#1 By (118.172.255.59|118.172.255.59) on 2015-04-22 17:35