ภรรยาทั้งสี่

posted on 06 Nov 2009 18:39 by metta  in Hopeful
ภรรยาทั้งสี่
 
http://kung181103.googlepages.com/cuples.jpeg/cuples-full.jpg

 
ในสมัยพุทธกาล.. พ่อค้ามหาเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งมีภรรยาถึงสี่คน รู้สึกรักและหลงภรรยาคนที่สี่มากที่สุด จึงมอบสิ่งดีที่สุดให้เธอทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามหรืออาหารโอชะชั้นเลิศ

ขณะเดียวกัน เขาก็รักและภาคภูมิใจในภรรยาคนที่สามอย่างมาก และมักจะควงเธอไปอวดเพื่อนฝูงอยู่เนือง ๆ แต่พ่อค้าก็นึกหวั่นใจว่า.. วันหนึ่งข้างหน้า ภรรยาเขาอาจหนีตามชายอื่นไป

เขามีความรักให้ภรรยาคนที่สองด้วยเช่นกัน เธอผู้นั้นเป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีน้ำอดน้ำทน และเป็นภรรยาที่พ่อค้าสามารถไว้วางใจได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับอุปสรรคปัญหา เขาสามารถหันหน้าปรึกษาภรรยาผู้นี้ และได้รับความช่วยเหลืออย่างดีตลอดมา

ฝ่ายภรรยาคนแรกนั้นเป็นคู่ชีวิตที่มั่นคงต่อสามี ทั้งยังได้อุทิศตัวสอดส่องดูแลธุรกิจ ตลอดจนเรื่องภายในครอบครัวเป็นอย่างดี แต่อนิจจา.. พ่อค้ากลับไม่ได้รักตอบ ทั้งไม่ค่อยไยดีเธอสักเท่าไร

วันหนึ่ง.. เมื่อพ่อค้าล้มป่วย และรู้ว่าตนเองจะต้องจบชีวิตในไม่ช้า เขาก็นึกถึงชีวิตอันแสนสุขที่ผ่านมา และอดรำพึงรำพันกับตัวเองไม่ได้ว่า..

"เราเองมีภรรยาถึงสี่คนที่รักเรา และเราก็หลงใหลพวกเธอมาก เมื่อถึงคราวจะต้องตาย เหตุใดเราต้องโดดเดี่ยวเอกา..."

คิดได้ดังนั้น.......... เขาจึงตามภรรยาคนที่สี่มา และถามว่า

"ข้ารักเจ้ามากที่สุด ที่ผ่านมา.. ข้าได้มอบผ้าผ่อนแพรพรรณอันงดงามให้แก่เจ้า ดูแลเจ้าเป็นอย่างดี... แต่ตอนนี้เมื่อข้ากำลังจะตาย เจ้าคิดจะตายตามข้าหรือเปล่า"

"ไม่มีทาง!" นางตอบ แล้วหันหลังจากไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก

อนิจจา............ คำตอบนั้นเปรียบยิ่งกว่าคมมีดกรีดเฉือนหัวใจพ่อค้า!

พ่อค้าผู้เป็นทุกข์ได้ถามประโยคเดิมกับภรรยาคนที่สามอีกครั้ง และได้คำตอบนี้เหมือนกันคือ "ไม่!"

ถึงตอนนี้พ่อค้ารู้สึกเหน็บหนาวร้าวลึกในหัวอก แต่เขาก็พูดกับภรรยาคนที่สองว่า "ข้ามักจะหันหน้าไปหาเจ้าเสมอ ยามมีเรื่องทุกข์ร้อน และเจ้าก็สามารถช่วยข้าได้ทุกครา ถึงตอนนี้ถ้าข้าต้องการเจ้าอีกครั้ง ข้าอยากรู้ว่า.. เมื่อข้าตายไป เจ้าจะยอมตายตามข้าไหม"

"ไม่.. ขอโทษที่ครั้งนี้ข้าไม่อาจช่วยท่านได้ อย่างมากที่สุดข้าก็จะอยู่จัดการเรื่องฌาปนกิจให้ท่านเท่านั้น"

คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าฟาด ทำให้พ่อค้าถึงกับตะลึงงัน

แต่เขากลับได้ยินคำตอบว่า "ข้าจะอยู่กับท่านเสมอ จะติดตามท่านไปไม่ว่าจะเป็นที่ใด" จากภรรยาคนที่หนึ่ง ผู้ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา

บัดนี้หล่อนดูซูบลงมาก เนื่องมาจากไม่ค่อยได้กินอาหารที่ดีมีคุณค่า พ่อค้าจึงตอบกลับไปด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง "ข้าควรดูแลเจ้าให้ดีกว่านี้..."

ฉะนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า.. ภรรยาคนที่สี่เปรียบเสมือนร่างกายของเรา ไม่ว่าเราจะพยายามดูแลให้ดีสักเท่าไร มันก็ไม่จีรัง

ภรรยาคนที่สามเปรียบได้ดั่งอาชีพการงาน สถานะทางสังคม และความร่ำรวย ซึ่งเมื่อเราตาย ทรัพย์สินก็ย่อมจะตกไปอยู่กับคนอื่น คิดหรือว่าคนอื่นเขาจะไม่มาเอาฐานะตำแหน่งของเราไป...

ภรรยาคนที่สองเปรียบได้กับครอบครัวและเพื่อน ๆ ของเรา แม้จะได้อยู่ด้วยกันยามมีชีวิต แต่ถึงที่สุดในยามสิ้นแล้ว เขาจะอยู่กับเราได้อย่างมากที่สุดถึงแค่งานฌาปนกิจ...

ส่วนภรรยาคนแรกนั้นก็คือจิตวิญญาณของเรา ที่มักจะถูกละเลยลืมเลือน เพราะเรามัวแต่ให้ความสนใจกับวัตถุและความทุกข์ทางกามารมณ์ โดยหลงลืมไปว่า.. จิตวิญญาณต่างหากเป็นสิ่งเดียวที่จะติดตามเราไปทุกที่

0000000

ความสุข...

posted on 05 Nov 2009 16:02 by metta  in Hopeful

ความสุข...

คนที่มีความสุข 1 วินาที คือคนที่คิดถึงหน้าคนรัก

คนที่มีความสุข 1 นาที คือคนที่เดินไปเข้าห้องน้ำหรือดื่มกาแฟ

คนที่มีความสุข 1 ชั่วโมง คือคนที่เลิกงานแล้วรีบกลับบ้าน

คนที่มีความสุข 1 วัน คือคนที่ วันนี้ไม่มาทำงาน

คนที่มีความสุข 1 สัปดาห์ คือคนที่ลาพักร้อน

คนที่มีความสุข 1 เดือน คือคนเพิ่งแต่งงาน(เพราะได้ไปฮันนี่มูน)

คนที่มีความสุขตลอดชีวิต คือคนที่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก

ลองคิดดูว่าคุณอยากเป็นคนที่มีความสุขนานแค่ไหน?

ถ้าอยากมีความสุขตลอดชีวิต ก็ให้ทำงานที่ตัวเองรัก

แต่ถ้าหางานที่ตัวเองรักไม่ได้ก็ให้รักงานที่ตัวเองทำแล้วคุณจะได้มีความสุขตลอดชีวิต

edit @ 5 Nov 2009 16:04:08 by เมตตา

คนไข้ริมหน้าต่าง

posted on 04 Nov 2009 12:34 by metta  in Hopeful

คนไข้ริมหน้าต่าง

 

เมื่อชายป่วยหนักสองคน ต้องมาร่วมชะตากรรมอยู่ในห้องพักฟื้นเดียวกันที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จึงมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้นอนเตียงคนไข้ริมหน้าต่างซึ่งมีแค่บานเดียว

คนป่วยที่ได้เตียงริมหน้าต่างต้องลุกขึ้นนั่งเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงทุกบ่าย เพื่อให้เกิดการระบายของเสียจากปอดสะดวกขึ้น ขณะที่ คนป่วยอีกมุมหนึ่งต้องนอนจมอยู่บนเตียงตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้น.. เขาทั้งสองก็มักมีเรื่องพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเสมอ

ทุกบ่าย.. เมื่อชายข้างหน้าต่างลุกขึ้นนั่ง เขาจะบรรยายทุกสิ่งทุกอย่างที่มองเห็นผ่านหน้าต่างบานนั้นให้เพื่อนร่วมห้องฟัง จึงทำให้ผู้ฟังรู้สึกมีความสุขกับช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงดังกล่าวอย่างยิ่ง เพราะนั่นไม่เพียงทำให้โลกของเขากว้างขึ้น แต่กิจกรรมและสีสันจากโลกข้างนอกยังช่วยให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นอีกด้วย

......…………………………………………….….

ครั้งหนึ่ง.. เขาได้ฟังเพื่อนริมหน้าต่างพรรณนาถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่มีเป็ดและห่านเริงเล่นน้ำอย่างเริงร่าอยู่ในทะเลสาบ มีเด็ก ๆ เล่นสนุกอยู่บนเรือ หนุ่มสาวเดินเกี่ยวก้อยพลอดรักท่ามกลางมวลดอกไม้หลากสี สายรุ้ง และต้นไม้ชราสูงใหญ่ที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศสงบงามให้กับสวน อีกทั้งยังบรรยายถึงภาพทิวทัศน์ของเมืองที่ตัดกับเส้นขอบฟ้าโพ้นไกล..

เพื่อนร่วมชะตากรรมที่อยู่ริมหน้าต่างได้บรรยายทุกภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนชายอีกมุมหนึ่งสามารถจินตนาการตามไปได้อย่างรื่นรมย์เสมอมา

ถึงบ่ายอีกวันที่อากาศสบายๆ คนป่วยริมหน้าต่างได้บรรยายถึงขบวนพาเหรดที่กำลังเดินผ่านไป และถึงแม้ชายอีกคนจะไม่ได้ยินเสียงดนตรีจากวงดุริยางค์ เขาก็สามารถสัมผัสได้ด้วยใจจากถ้อยบรรยายของเพื่อนข้างหน้าต่างเป็นอย่างดี

......…………………………………………….….

เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างนี้.. จากวัน เป็นหลายสัปดาห์...

กระทั่งเช้าวันหนึ่ง เมื่อพยาบาลเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามเวรปกติของเธอ เพื่อดูแลทำความสะอาดร่างกายให้ชายทั้งสอง เธอก็พบว่า.. คนไข้เตียงริมหน้าต่างได้สิ้นลมไปแล้ว เขาจากไปอย่างสงบขณะกำลังหลับ...

เมื่อนำศพคนไข้ริมหน้าต่างออกจากห้องผู้ป่วยไปสักพัก และเวลาได้ผ่านไปนานพอสมควร.. ชายที่เคยอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องจึงขอย้ายไปพักที่เตียงริมหน้าต่าง ซึ่งพยาบาลยินดีจัดการให้ตามความประสงค์ของเขา

เมื่อได้อยู่ตามลำพัง เขาจึงค่อย ๆ ยันตัวเองด้วยข้อศอกที่มีแรงเพียงข้างเดียว หวังจะลุกขึ้นมองดูโลกภายนอกด้วยสายตาของตนเองเป็นครั้งแรก

ด้วยความคาดหวังว่า.. จะมีความสุขกับการได้สัมผัสภาพต่าง ๆ ด้วยตนเอง เขาจึงค่อย ๆ ชะเง้อคอมองออกไปนอกหน้าต่าง

แต่แล้ว.. ภาพที่พบเห็นกลับมีเพียงกำแพงโล่ง ๆ!

ด้วยความเคลือบแคลง ชายผู้นี้จึงสอบถามจากพยาบาลในเวลาต่อมา เพราะไม่เข้าใจว่า.. เหตุใดเพื่อนผู้จากไป จึงสามารถพรรณนาโลกนอกหน้าต่างบานนี้ให้เขาฟังได้มากมาย ซึ่งตรงข้ามกับภาพที่เขาได้เห็นด้วยตาตนเองอย่างสิ้นเชิง

นั่นเอง.. เขาจึงได้คำตอบจากพยาบาลว่า.. "บางทีเขาอาจต้องการให้กำลังใจคุณ!"

เพราะแท้จริงแล้ว เพื่อนร่วมห้องที่จากไปแล้วเป็นชายตาบอด! เขาไม่มีโอกาสจะมองเห็นอะไรได้- -แม้แต่กำแพง!

ถ้าจินตภาพที่เคยสัมผัสได้ด้วยหัวใจจากเพื่อนตาบอดในยามนั้น หมายถึง "กำลังใจ" แล้วล่ะก็ คงเป็นกำลังใจที่งดงามยิ่งแล้ว..สำหรับเขา!