untitled

posted on 09 May 2015 15:59 by metta in Hopeful directory Knowledge, Diary

๐   “ความพอ” เป็นเรื่องของใจ
ความคิดอย่างหนึ่ง  ที่สมควรฝึกให้เกิดขึ้นเป็นประจำ  คือ ความคิดว่า “พอ”  คิดให้ “รู้จักพอ”
ผู้รู้จักพอจะเป็นผู้ที่มีความสบายใจ  ส่วนผู้ไม่รู้จักพอจะเป็นผู้ร้อนเร่า  แสวงหาไม่หยุดยั้ง  ความไม่รู้จักพอมีอยู่ได้แม้ในผู้เป็นใหญ่เป็นโต  มั่งมีมหาศาล  และความรู้จักพอก็มีได้แม้ในผู้ที่ยากจนต่ำต้อย  ทั้งนี้เพราะความพอเป็นเริ่องของใจที่ไม่เกี่ยวกับฐานะภายนอก  คนรวยที่ไม่รู้จักพอ  ก็เป็นคนจนอยู่ตลอดเวลา คนที่รู้จักพอ ก็เป็นคนมั่งมีอยู่ตลอดเวลา

๐   การยกระดับใจให้มั่งมีนั้นทำได้ทุกคน
การยกฐานะจากยากจนให้มั่งมีนั้น  ทำได้ไม่ง่าย  บางคนตลอดชาตินี้อาจทำไม่สำเร็จ  แต่การยกระดับใจให้มั่งมีนั้น  ทำได้ทุกคน  แม้มีความมุ่งมั่นจะทำจริง
คนรู้จักพอไม่ใช่คนเกียจคร้าน  และคนเกียจคร้านก็ไม่ใช่คนรู้จักพอ  ควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ถูกต้อง แล้วอบรมตนเองให้ไม่เป็นคนเกียจคร้าน  แต่ให้เป็นคนรู้จักพอเมื่อรู้สึกไม่สบายใจ  ให้รีบระงับเสียทันที  อย่าชักช้า  ตั้งสติให้ได้ในทันที  รวมใจให้ความคิดวุ่นวายไปสู่เรื่องอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ความไม่สบายใจ  อย่าอ้อยอิ่งลังเลว่าควรจะต้องคิดอย่างนั้นก่อน  ควรจะต้องคิดอย่างนี้ก่อน  ทั้งๆที่ความไม่สบายใจหรือความร้อนเริ่มกรุ่นขึ้นในใจแล้ว
ถ้าต้องการความสบายใจ  ก็ต้องเชื่อว่าไม่มีความคิดใดทั้งสิ้นที่จำเป็นต้องคิดก่อนทำใจให้รวมอยู่  ไม่ให้วุ่นวายไปในความคิดใดๆ ทั้งนั้น  ต้องเชื่อว่าต้องรวมใจไว้ให้ได้  ในจุดที่ไม่มีเรื่องอันเป็นเหตุแห่งความร้อนเกี่ยวข้อง

๐   การจะทำให้ความยากลำบากคลี่คลาย ต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นแล้วเท่านั้น
ที่ท่านสอนให้ท่องพุทโธก็ตาม  ให้ดูลมหายใจเข้าออกก็ตามนั่นคือการสอนเพื่อให้ใจไม่วุ่นวายซัดส่ายไปหาเรื่องร้อน  เป็นวิธีที่จะให้ผลแท้จริงแน่นอน
ไม่ว่าจะเผชิญกับความลำบากกายใจอย่างใดทั้งสิ้น ให้มั่นใจว่าการจะทำให้ความยากลำบากนั้นคลี่คลาย จะต้องกระทำเมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นแล้วเท่านั้นใจที่เร่าร้อน  ขุ่นมัว  ไม่อาจคิดนึกตรึกตรองให้เห็นความปลอดโปร่งได้  ไม่อาจช่วยให้ร้ายกลายเป็นดีได้

๐   ใจที่สงบ  เยือกเย็น  มีสติปัญญาเข้มแข็งมาก
อย่าคิดว่าเป็นความงมงาย  เป็นการเสียเวลา  ที่จะปฏิบัติสิ่งที่เรียกกันว่า “ธรรม” ในขณะที่กำลังมีปัญหาประจำวันวุ่นวายขอให้เชื่อว่า  ยิ่งมีปัญหาชีวิตมากมายหนักหนาเพียงไร  ยิ่งจำเป็นต้องทำจิตใจให้สงบเยือกเย็นเพียงนั้น
พยายามฝืนใจไม่นึกถึงปัญหายุ่งยากทั้งหลายเสียชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย  เพื่อเตรียมกำลังไว้ต่อสู้แก้ไข  กำลังนั้นคืออำนาจที่เข้มแข็งบริบูรณ์ด้วยปัญญาของใจที่สงบ
ใจที่สงบ มีพลังเข้มแข็ง  และเข้มแข็งทั้งสติปัญญา  ใจที่สงบจะทำให้มีสติปัญญามากและแจ้มใส  ไม่ขุ่นมัว
ความแจ่มใสนี้เปรียบเหมือนแสงสว่าง  ที่สามารถส่องให้เห็นความควรไม่ควร  คือควรปฏิบัติอย่างไร  ไม่ควรปฏิบัติอย่างไรใจที่สงบก็จะรู้ชัดถูกต้อง  ตรงกันข้ามกับใจที่วุ่นวายไม่แจ่มใสซึ่งเปรียบเหมือนความมืด  ย่อมไม่สามารถช่วยให้เห็นความถูกต้อง ความควรไม่ควรได้  มีแต่จะพาให้ผิดพลาดเท่านั้น

๐   หมั่นพิจารณาให้เห็นโทษของความโลภ
ความโลภ ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้เลย  วัตถุสิ่งของเงินทองทั้งหลายที่ได้จากความโลภนั้น ดูเผินๆ เหมือนเป็นการยกฐานะ เพิ่มความมั่นคง แต่ลึกลงไปเป็นการทำลายมากกว่า
สิ่งที่ได้รับจากความโลภ  มักจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควร มักจะเป็นการได้จากความต้องการเสียของผู้อื่น  ผู้อื่นทั้งหลายที่ต้องเสียนั่นแหละจะเป็นเหตุทำลาย  ความไม่ไว้วางใจของคนทั้งหลายจะเป็นเครื่องทำลายอย่างยิ่ง  จะเป็นเหตุให้อะไรร้ายๆตามมาเมื่อถึงเวลา  อะไรร้ายๆนั้นก็จะทำลายผู้มีความโลภจนเกินการเมื่อเวลานั้นมาถึงก็จะสายเกินไป  จนไม่มีผู้ใดจะช่วยได้  ฉะนั้นก็ควรหมั่นพิจารณาให้เห็นโทษของกิเลสคือความโลภเสียตั้งแต่ยังไม่สายเกินไป

๐   นับถือพระพุทธเจ้า  ต้องนับถือให้ถึงใจ
ถ้าความโลภเป็นความดี  พระพุทธเจ้าก็จักไม่ทรงสอนให้ละความโลภ  และพระองศืเองก็จะไม่ทรงพากเพียรปฏิบัติละความโลภ จนเป็นที่ปรากฏประจักษ์ว่าทรงละความโลภได้อย่างหมดจนสิ้นเชิง เป็นแบบอย่างที่บริสุทธิ์  สูงส่ง ยั่งยืนอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้  แม้ว่าจะได้ทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี
เราเป็นพุทธศาสนิก  นับถือพระพุทธเจ้า  อย่าให้สักแต่ว่านับถือเพียงที่ปาก  ต้องนับถือให้ถึงใจ  การนับถือให้ถึงใจนั้นต้องหมายความว่า ทรงสอนให้ปฏิบัติอย่างไร  ต้องตั้งใจทำตามให้เต็มสติปัญญาความสามารถ
ที่สวดกันว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ  ข้ามเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ  ข้ามเจ้าถึงพระธรรมเจ้าเป็นที่พึ่ง
สังฆัง  สรณัง  คัจฉามิ  ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
หมายถึง จะปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า พระธรรม  และพระสงฆ์ อย่างจริงจัง

๐   เมื่อมีพระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์  เป็นที่พึ่งและปฏิบัติตาม  จะได้รับความสุขสวัสดีอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้สวดมนต์เพื่อขอร้องวิงวอน  ให้ทรงบันดาลให้เกิดความสุขสวัสดีโดยเจ้าตัวเองไม่ปฏิบัติดีความหมายในบทสวดมีอยู่บริบูรณ์  ที่ผู้สวดจะได้รับผลเป็นความสุขความเจริญรุ่งเรืองถ้าปฏิบัติตาม  แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามความหมายของบทสวดมนต์  หรือเช่นไม่ปฏิบัติตามที่สวดว่าข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  ก็จะไม่ได้รับผลอันเลิศที่ควรได้รับเลย  ฉะนั้นจึงควรปฏิบัติให้ได้ถึงพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  คือปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ  ปฏิบัติตามพระธรรมที่ทรงสั่งสอน  และปฏิบัติตามพระสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติเป็นแบบอย่างไว้เกิด จะได้รับความสุขสวัสดีอย่างยิ่งตลอดไป  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

๐   ความเห็นถูกไม่ตลอด  ทำให้เกิดกิเลส
“ไม่มีผู้ใดเลยที่เห็นว่า  ความโลภ  ความโกรธ ความหลง เป็นความดี”  
ทุกคนเห็นว่าไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น  นับว่าเป็นความเห็นถูก  แต่เพราะเห็นถูกไม่ตลอด  จึงเกิดปัญหาในเรื่องกิเลสสามกองนี้ขึ้น
ที่ว่าเห็นถูกไม่ตลอดก็คือ  แทบทุกคนไปเห็นว่าคนอื่นโลภโกรธหลงไม่ดี  แต่ไม่เห็นด้วยว่าตนเองโลภโกรธหลงก็ไม่ดีเช่นกัน กลับเห็นผิดไปเสียว่าความโลภโกรธหลงที่เกิดขึ้นในใจตนนั้น  ไม่มีอะไรไม่ดี  นี่คือความเห็นถูกไม่ตลอด  ไปยกเว้นที่ว่าดีที่ตนเองเมื่อเห็นผู้อื่นที่ไม่โลภโกรธหลงน่ารังเกียจเพียงใด ให้เห็นว่าตนเองที่มีความโลภโกรธหลงนั้นน่ารังเกียจยิ่งกว่า  แล้วพยายามทำตนให้พ้นจากความน่ารังเกียจนั้นให้เต็มสติปัญญาความสามารถจะเรียกได้ว่าผู้มีปัญญา  ไม่ปล่อยตนให้ตกอยู่ใต้ความสกปรกของความโลภโกรธหลง


๐   เมื่อเห็นคนโลภ  คนโกรธ  คนหลง  นับเป็นโอกาสอันงาม  ที่จะนำมาพิจารณาตนเอง
โอกาสที่จะได้เห็นคนโลภคนโกรธคนหลงมีอยู่ทุกเวลานาที  เรียกได้ว่าโอกาสที่จะดูตนเองให้เห็นโทษเห็นผิดของตนเองนั้น  มีอยู่มากมายทุกเวลานาทีเช่นเดียวกัน  สำคัญที่ว่าจะต้องไม่ละเลยปล่อยโอกาสอันงามนั้นให้พ้นไป  อย่าลืมนึกถึงตนเองด้วยทุกครั้งไปที่พบเห็นคนโลภ  คนโกรธ  คนหลง
การแก้ความวุ่นวายทั้งหลายนั้น  ที่ถูกแท้จะให้ผลจริง  ต้องต่างคนต่างพร้อมใจกันแก้ที่ตัวเองเท่านั้น  พร้อมใจกันและแก้ที่ตัวเองเท่านั้นที่จะให้ผลสำเร็จได้จริง

๐   อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของใจ
ไม่มีอำนาจของบุคคลอื่นใด  ที่จะสามารถบังคับบัญชาให้ใครหันเข้าแก้ไขตนเองได้ นอกจากอำนาจใจของเจ้าตัวเองเท่านั้นที่จะบังคับตัวเอง  จึงจะสามารถนำให้หันเข้าแก้ไขตนเอง
ควรพยายามทำความเชื่อให้แน่นอนมั่นคงสียก่อน  ว่าการแก้ที่ตนเองนั้นสำคัญที่สุด  ต้องกระทำกันทุกคน  ผลดีของส่วนรวมของชาติ  ของโลกจึงจะเกิดขึ้นได้
ทุกคน ขอให้เริ่ทฃมแก้ที่ตัวเองก่อน  แก้ให้ใจวุ่นวายเร่าร้อนด้วยอำนาจของกิเลสมีโลภโกรธหลง  ให้กลับเป็นใจที่สงบเย็นบางเบาจากกิเลสคือโลภโกรธหลง
ที่เคยโลภมาก..ก็ให้ลดลงเสียบ้าง  ที่เคยโกรธแรง..ก็ให้โกรธเบาบางลง  ที่เคยหลงจัด..ก็ให้พยายามให้สติปัญญาให้ถูกตามความจริงให้มากกว่าเดิม  ตนเองจะเป็นผู้สงบเย็นก่อน  ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความสงบเย็นกว้างขวางออกไปได้อย่างไม่ต้องลังเลสงสัย

 

ที่มา http://www.dhammajak.net/book-somdej2/9.html

 

ตำนานพญาครุฑ

posted on 05 May 2015 14:21 by metta in Hopeful directory Knowledge, Diary
ตำนานพญาครุฑ
ในตำนานเมืองฟ้าป่าหิมพานต์นั้นมีเรื่องราวของสัตว์ที่มีอิทธิฤทธิ์มากมาย หลายชนิดเช่น ราชสีห์ คชสีห์ อันมีลำตัวเป็นสิงห์แต่มีศีรษะเป็นช้าง กินรี กินนรและสัตว์แปลก ๆ อีกมากมาย ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้นมีสองอย่างที่นับว่าเป็นเทพเดรัจฉานมีฤทธิ์มากคือ หนึ่งเป็นพญานาคราชจ้าวแห่งบาดาล และอีกหนึ่งคือพญาครุฑจ้าวแห่งเวหา
นาคและครุฑต่างเป็นสัตว์ที่คู่กันตามตำนาน มีเรื่องราวเล่ากันว่าสัตว์กายสิทธิ์ทั้งสองนี้มีบิดาเดี่ยวกันคือมหาฤาษี กัสยปะเทพบิดรแต่คนละแม่โดยพญาครุฑนั้นมีมารดาเป็นภรรยาหลวง ส่วนนาคนั้นมีแม่เป็นภรรยาคนรอง นางทั้งสองนี้ไม่ถูกกันมีเรื่องกันตลอดจนในที่สุดความผิดใจกันนี้ลามไปถึง ลูกของตนด้วย จึงเป็นเหตุให้นาคและครุฑม่ถูกกันในเวลาต่อมา
พญานาคนั้นมีวิมานอันเป็นทิพย์อยู่ในบาดาล ส่วนครุฑก็มีวิมานทิพย์อยู่ที่เชิงเขาไกรลาส กล่าวว่าองค์พญาครุฑนั้นมีนามว่าท้าวเวนไตย เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ท้าวสุบรรณ มีกายเป็นรัศมีสีทองมีเดชอำนาจมากที่สุดในหมู่ครุฑทั้งหลายอาศัยเกาะอยู่ตาม ต้นงิ้ว อาศัยผลงิ้วและน้ำดอกไม้จากต้นงิ้วเป็นอาหารทิพย์ ลูกพญาครุฑจะโตขึ้นนับเวลาอายุเป็นข้างขึ้นข้างแรมตามจันทรคติ เติบโตด้วยบุญกุศลที่เคยทำมา หากลูกครุฑตนใดที่มีบุญญาธิการมามาก อำนาจบุญจะบันดาลให้เกิดผลงิ้วทิพย์และน้ำหวานจากดอกไม้มาบำเรอลูกครุฑตน นั้น ๆ และลูกครุฑตนดังกล่าวจะจำเริญวัยได้อย่างรวดเร็ว
ครุฑเป็นสัตว์กึ่งโอปปาติกะ หรือกึ่งพวกกายทิพย์คล้ายชาวลับแลและพวกพญานาคอยู่อีกมิติหนึ่งจากโลกของเรา ผู้ที่จะสามารถพบเห็นครุฑได้ต้องเคยมีบุญร่วมกับพวกเขามาจึงสามารถรับรู้ถึง กันและกันได้ เหมือนกับผู้ที่สามารถติดต่อกับพญานาคได้ก็เช่นกันล้วนต้องเป็นผู้ที่มี วาสนาต่อกันมาตั้งแต่อดีตทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องสาธารณะที่จะรู้กันได้ทั่วไป เช่นเรื่องสามัญ
เรื่องของครุฑเป็นเรื่องราวที่มีความอัศจรรย์โลดโผนยิ่งกว่าเรื่องราวของพญา นาคเสียด้วยซ้ำไป แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้กันเพราะไม่ได้ศึกษาและอาจไม่ค่อยสนใจเท่าใดนัก ความเป็นจริงแล้วเรื่องครุฑเป็นเรื่องที่น่าศึกษามาก เพราะทางฮินดูเขานับถือครุฑว่าเป็นเทพเจ้าสำคัญพระองค์หนึ่ง แม้ในทางไทยเราเอง ทางไสยศาสตร์ก็ให้ความนับถือเกี่ยวกับครุฑนี้มาก ดูอย่างตราแผ่นดินเองก็มีรูปลักษณะเป็นครุฑ จึงน่าสนใจว่า “ครุฑ” นั้นคงมีอานุภาพบางอย่างและน่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในอีกมิติหนึ่งเช่น เดียวกันกับพญานาค ถ้าท่านเชื่อว่าพญานาคมีจริง พญาครุฑก็ย่อมมีจริงเช่นกัน
วันนี้จะลงตำนานพญาครุฑให้อ่านนะคับ ตำนานพญาครุฑ ในตำนานเมืองฟ้าป่าหิมพานต์นั้นมีเรื่องราวของสัตว์ที่มีอิทธิฤทธิ์มากมาย หลายชนิดเช่น ราชสีห์ คชสีห์ อันมีลำตัวเป็นสิงห์แต่มีศีรษะเป็นช้าง กินรี กินนรและสัตว์แปลก ๆ อีกมากมาย ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้นมีสองอย่างที่นับว่าเป็นเทพเดรัจฉานมีฤทธิ์มากคือ หนึ่งเป็นพญานาคราชจ้าวแห่งบาดาล และอีกหนึ่งคือพญาครุฑจ้าวแห่งเวหา นาคและครุฑต่างเป็นสัตว์ที่คู่กันตามตำนาน มีเรื่องราวเล่ากันว่าสัตว์กายสิทธิ์ทั้งสองนี้มีบิดาเดี่ยวกันคือมหาฤาษี กัสยปะเทพบิดรแต่คนละแม่โดยพญาครุฑนั้นมีมารดาเป็นภรรยาหลวง ส่วนนาคนั้นมีแม่เป็นภรรยาคนรอง นางทั้งสองนี้ไม่ถูกกันมีเรื่องกันตลอดจนในที่สุดความผิดใจกันนี้ลามไปถึง ลูกของตนด้วย จึงเป็นเหตุให้นาคและครุฑม่ถูกกันในเวลาต่อมา พญานาคนั้นมีวิมานอันเป็นทิพย์อยู่ในบาดาล ส่วนครุฑก็มีวิมานทิพย์อยู่ที่เชิงเขาไกรลาส กล่าวว่าองค์พญาครุฑนั้นมีนามว่าท้าวเวนไตย เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ท้าวสุบรรณ มีกายเป็นรัศมีสีทองมีเดชอำนาจมากที่สุดในหมู่ครุฑทั้งหลายอาศัยเกาะอยู่ตาม ต้นงิ้ว อาศัยผลงิ้วและน้ำดอกไม้จากต้นงิ้วเป็นอาหารทิพย์ ลูกพญาครุฑจะโตขึ้นนับเวลาอายุเป็นข้างขึ้นข้างแรมตามจันทรคติ เติบโตด้วยบุญกุศลที่เคยทำมา หากลูกครุฑตนใดที่มีบุญญาธิการมามาก อำนาจบุญจะบันดาลให้เกิดผลงิ้วทิพย์และน้ำหวานจากดอกไม้มาบำเรอลูกครุฑตน นั้น ๆ และลูกครุฑตนดังกล่าวจะจำเริญวัยได้อย่างรวดเร็ว ครุฑเป็นสัตว์กึ่งโอปปาติกะ หรือกึ่งพวกกายทิพย์คล้ายชาวลับแลและพวกพญานาคอยู่อีกมิติหนึ่งจากโลกของเรา ผู้ที่จะสามารถพบเห็นครุฑได้ต้องเคยมีบุญร่วมกับพวกเขามาจึงสามารถรับรู้ถึง กันและกันได้ เหมือนกับผู้ที่สามารถติดต่อกับพญานาคได้ก็เช่นกันล้วนต้องเป็นผู้ที่มี วาสนาต่อกันมาตั้งแต่อดีตทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องสาธารณะที่จะรู้กันได้ทั่วไป เช่นเรื่องสามัญ เรื่องของครุฑเป็นเรื่องราวที่มีความอัศจรรย์โลดโผนยิ่งกว่าเรื่องราวของพญา นาคเสียด้วยซ้ำไป แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้กันเพราะไม่ได้ศึกษาและอาจไม่ค่อยสนใจเท่าใดนัก ความเป็นจริงแล้วเรื่องครุฑเป็นเรื่องที่น่าศึกษามาก เพราะทางฮินดูเขานับถือครุฑว่าเป็นเทพเจ้าสำคัญพระองค์หนึ่ง แม้ในทางไทยเราเอง ทางไสยศาสตร์ก็ให้ความนับถือเกี่ยวกับครุฑนี้มาก ดูอย่างตราแผ่นดินเองก็มีรูปลักษณะเป็นครุฑ จึงน่าสนใจว่า “ครุฑ” นั้นคงมีอานุภาพบางอย่างและน่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในอีกมิติหนึ่งเช่น เดียวกันกับพญานาค ถ้าท่านเชื่อว่าพญานาคมีจริง พญาครุฑก็ย่อมมีจริงเช่นกัน
 

พิชิตยอดเขาเอเวอเรส

posted on 02 May 2015 15:49 by metta in Hopeful directory Knowledge, Diary
พิชิตยอดเขาเอเวอเรส

นักปีนเขาศึกษาการปีนเขา ปีนเขาลูกนั้นลูกนี้กันมาแต่ก็มีความปรารถนาลึกๆ อยากจะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสให้ได้ในชีวิต

เขาแต่ละลูกที่ตั้งตระหง่านจนเราเห็นเป็นภูเขา หากเราเดินอ้อมไปรอบๆ ภูเขานั้น ก็จะเห็นเหลี่ยมมุมทางขึ้นที่แตกต่างกัน บ้างเป็นหน้าผาหิน บ้างเป็นป่ารกชัฏ บ้างเป็นทางขึ้นที่สะดวกสบาย แต่ล้วนเป็นทางขึ้นสู่ยอดเขาได้ทั้งสิ้น

นักปีนเขาบ้างอาศัยประสบการณ์เป็นหลัก ศึกษาวิธีการหรือการใช้อุปกรณ์บ้างเท่าที่จำเป็น บ้างก็ศึกษาจากในห้องเรียนถึงวิธีการปีนและการใช้อุปกรณ์ในการปีนเขา จากนั้นก็ทดลองปีนเขาจริงๆ แล้วปรับใช้วิธีการจากในห้องเรียนมาใช้ในการปีนจริง

ทักษะวิธีการทั้งในการปีน การศึกษาเส้นทาง การใช้อุปกรณ์ล้วนสำคัญ แต่เมื่อปีนเขาจริงๆจะพบว่าแม้สิ่งที่ศึกษามาในห้องเรียนก็มีประโยชน์เพื่อเป็นแนวทางและใช้แก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤติได้ก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ในห้องเรียนให้ไม่ได้คือ ความอดทน กำลัง ความอึด ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ความไม่ย่นย่อย่อท้อเมื่อต้องใช้ความพยายามจนเต็มศักยภาพของมนุษย์เพื่อจะฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นไปให้ได้ นั่นเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องสร้างกันขึ้นมาเองจากประสบการณ์

วันนี้การศึกษาวิธีการ เปรียบเสมือนการศึกษาอริยมรรคมีองค์๘ ที่จะบอกว่าผู้ที่ต้องการเดินทางสู่ทางหลุดพ้นต้องทำอะไร เพราะเมื่อเกิดสัมมาทิฏฐิในเบื้องต้นจนเห็นโทษภัยในวัฏฏะสงสารแล้ว ความเพียรจะเกิดขึ้น ความมุ่งมั่นอดทนก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นมากขึ้นโดยลำดับ

เมื่อเริ่มต้นปีนเขาจริงๆ แต่ละคนก็จะมีเส้นทางการปีนขึ้นที่แตกต่างกัน จึงเป็นการยากที่จะนำเอาประสบการณ์การปีนของผู้ที่ปีนผ่านไปแล้วมาลอกตามแบบเป๊ะๆ ว่า เมื่อเดินไปเจอต้นไม้นี้ให้เลี้ยวซ้ายเดินไป 2 ก้าว จนพบหินก้อนนั้นฯลฯ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เราต้องเตรียมไม่ใช่ลอกคำเฉลยจากคนที่เดินไปก่อน แต่กลายเป็นการหัดผูกเชือก เตรียมรองเท้าอุปกรณ์ที่เหมาะสม มีเสบียงพอควร ต่างๆ เหล่านี้ ส่วนการฟังผู้ที่มีประสบการณ์ก็เพื่อนำไปใช้เทียบเคียงในสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันเท่านั้น แต่หลักๆ คือการศึกษาวิธีการเพื่อนำพาตนให้ขึ้นไปให้ถึงยอดให้จงได้ นั่นต้องใช้ความสามารถทั้งหมดที่ตนมี

การเดินทางสู่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ก็เช่นกัน อริยมรรคมีองค์๘ นั้นเป็นหลักการที่เป็นสัมมาทั้ง ๘ ข้อ ที่ผู้ใดทำได้ทั้งหมดอย่างพอดีเหมาะสม ทั้ง ๘ ข้อ จนกลายเป็นปรกติแบบไม่ต้องกลับไปตรวจสอบ สอบทานในข้อใดๆ อีก มีความปรกติจนหมดเจตนาที่จะต้องคอยดูแลมรรคอีก เมื่อนั้นจะพบความอิสระว่างจากตัวตนในที่สุด ผู้นั้นจะได้พบความสงบเย็นแบบที่โลกเบื้องล่างไม่มี เป็นความเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง ไม่มีความบีบคั้นเสียดแทงจากกระแสแห่งโลก

"สารีบุตร ที่มีคำกล่าวว่า โสดาบัน นั้น ในที่นี้ใครเป็น โสดาบัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านผู้ใดประกอบพร้อมแล้วด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ ข้าพระองค์เรียกบุคคลผู้นั้นว่าเป็น พระโสดาบัน ผู้มีชื่ออย่างนี้ๆ มีโคตรอย่างนี้ๆ..." จากนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "ถูกแล้วๆ.." เราอ่านผ่านใจความสำคัญที่สำคัญอย่างยิ่งไปก็คือ ผู้ที่ประกอบพร้อมแล้วด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านบอกว่า ประกอบพร้อมแล้วนะ ไม่ใช่ยังฝึกเจริญอยู่ เพียงแต่ใน พระโสดาบันนั้น สัมมาทิฏฐิยังไม่แจ่มแจ้งเท่านั้นเอง ประกอบพร้อมแล้วคือถึงความเป็นปรกติหมดแล้วไม่ต้องพยายามไม่ต้องประคับประคองอีก แต่ความพยายามหรือประคับประคองในระหว่างการเดินทางนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรนะอย่าสับสน เพราะนั่นกำลังใช้ความเพียรฝืนให้จิตพ้นจากอำนาจฝ่ายต่ำและฝึกฝืนจนพ้นไปเป็นปรกตินั่นล่ะที่เป็น ทางสายกลาง

ศึกษามรรค ปฏิบัติตามมรรคจนพบความสมดุลย์พอดีในมรรคทุกองค์ จนมรรคที่เคยเพียรทำด้วยความตั้งใจกลับสลายหายไปกลายเป็นธรรมดาแห่งชีวิต ไม่มีการถือ ไม่มีการประคอง เป็นความสบายไร้ความเสียดทาน ไม่มี "ใคร" ต้องไปกังวลถึง "ใคร" อีก เดินตามทางในแบบของแต่ละคนเพราะแต่ละคนมีสิ่งที่สั่งสมมาแตกต่างกัน คำว่าทางสายเดียวและทางสายเอก กลับไม่ใช่วิธีการที่เป็นรูปแบบการเดิน รูปแบบการทำ ที่ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้หรือต้องทำแบบคนนั้นคนนี้ แต่ต้องมีปัญญานำมรรคมาใช้ในแต่ละรูปแบบชีวิตของแต่ละคน แล้วจะพบความจริงในแต่ละชั้นของปัญญาเองว่า เราควรจะทำอย่างไร จนไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ในที่สุด เมื่อนั้นยอดเขาเอเวอเรสที่เป็นสุดยอดปรารถนาของนักปีน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาจริงๆ กลับไม่มีอะไรต่างจากพื้นดินแต่ก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะมันไม่ได้ต่างกันที่ดินที่เหยียบ แต่ต่างกันที่ "ผู้เหยียบดิน" ดินมันไม่เคยมีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

-- 
เบียร์ (ชีฟอง)
สวนยินดีทะเล